จงปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้พูดเป็นส่วนมาก

หลายคืนที่ผ่านมา ผมมักหยิบเอาหนังสือ วิธีชนะมิตรและจูงใจคน ของ เดล คาร์เนกี (แปลโดย อาษา ขอจิตต์เมตต์) มาอ่านก่อนนอน โดยหวังไว้ 2 อย่างคือ อยากให้จบๆไปซะที(เสียดายเงินที่ซื้อมา) กับอยากให้เวลาก่อนนอนมันมีอะไรทำบ้างไม่ใช่นอนฟุ้งๆ อยู่เงียบๆ คนเดียว

ซึ่งวันนี้ผมก็อ่านมาถึง บทที่ 6 แล้ว ซึ่งมีชื่อว่า วิธีกำจัดความไม่สมหวัง ผมยอมรับเลยว่าบทนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกย้อนมองตัวเองอย่างรุนแรง เพราะผมมั่นใจว่า หากวันใดมีการประกวดผู้ชายที่ขี้คุยที่สุดในโลก ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสลุ้นตำแหน่งบนเวทีนี้

หลายครั้ง ในหลายโอกาส ที่ผมทั้งตั้งใจ และไม่ตั้งใจ ที่จะคุยโม้เรื่องราวความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือแม้แต่เรื่องผู้หญิง ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ โดยผมมั่นใจว่าในใจลึกๆของผมก็ต้องมีความอยากเก่ง อยากเหนือกว่าเพื่อนๆบ้างแหละ ถึงแม้จะไม่ได้จุดหมายสำคัญก็ตาม แต่มันก็สร้างความอึดอัดใจให้เพื่อนๆที่รับฟังอยู่ไม่น้อย

ถ้ามองแบบเอาใจมาใส่ใจเรา ผมว่าคนทุกคนบนโลกก็คงไม่ต่างจากผมหรอกจริงไหม? ที่อยากได้รับความภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง และอยากบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ ถ้าผมหยุดฟังสักนิด คงสร้างประทับใจให้ผู้นั้นได้มากกว่าผมพูดเองเหลือคณานับ

ในหนังสือได้บอกเล่าถึงตัวอย่างของคนที่ปล่อยให้ผู้อื่นพูดจนตนเองประสบความสำเร็จไว้ไม่น้อย ซึ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า "ถ้าหลายปีที่ผ่านมา ผมพูดน้อยกว่านี้ ผมอาจไปได้ไกลจนคาดไม่ถึงก็เป็นได้"

ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก เกินกว่าจะใช้เวลาหมดไปกับการกดขี่ความภูมิใจของผู้อื่น...

01.04 น.
02 ก.พ.2555


Copyright © 2012 By Singhanat Rerng-Osot.
All right reserved.