จงเคารพความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง, อย่าบอกผู้ใดว่าเขาผิดเป็นอันขาด

เมื่อคืนได้อ่านหนังสือ "วิธีชนะมิตรและจูงใจคน" ของเดล คาร์เนกี แปลโดยอาษา ขอจิตต์เมตต์ จบไปหนึ่งบท เย้!!! จริงจะเรียกว่าอ่านเมื่อคืนก็คงไม่ถูกเท่าไหร่ ควรเรียกว่านำมาอ่านต่อจากเมื่อหลายเดือนก่อน เพราะหนังสือเล่มนี้ซื้อมาตั้งแต่ขึ้นปีสองใหม่ๆ แต่อ่านได้ทีละบทสองบทไม่จบซะที(หลายครั้งก็พยายามโทษว่า หนังสือใช้ภาษาโบราณอ่านยาก แต่้เอาจริงๆ ก็ด้วยเราขี้เกียจเองแหละ)

ที่อ่านจบเมื่อวานคือ บทที่ 2 หนทางอันแน่นอนที่จะสร้างศัตรู และวิธีหลีกเลี่ยง ซึ่งบอกเล่าถึงตัวอย่างของการบอกกับคนนู้นคนนี้ว่า เขาผิดอย่างนั้นเขาผิดอย่างนี้ โดยหวังว่าจะเปลี่ยนใจเขาคนนั้นได้ แต่ในความจริงแล้ว กลับไปในทางตรงกันข้ามเลย นั้นคือเขาจะยึดมั่นกับความคิดของเขายิ่งขึ้น และตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเราอย่างดุเดือด จนสุดท้ายเราก็จะไม่ได้อะไรนอกจาก ศัตรูที่เพิ่มขึ้น

จากการอ่านบทนี้ ทำให้ผมนึกย้อนมองตัวผมเอง ว่า หลายต่อหลายครั้งที่ผมพยายามตั้งตนเป็นคนที่รู้เหนือนคนที่กำลังเผชิญหน้า ซึ่งมักจบลงด้วยการทะเลาะหรือหมองหมางใจอยู่ในส่วนลึก ถ้าผมไม่พยายามตั้งตนเป็นผู้รู้ชี้ว่า คนนั้นถูกคนนั้นผิด ความสัมพันธ์และสถานการณ์ต่างๆ คงเป็นไปทางที่ดีกว่านี้แน่

คนเก่งมากมายในโลกที่หนังสือเล่มนี้ ยกมาเป็นตัวอย่างล้วนแล้วแต่มีวาทะที่ชัดเจนต่อการกระทำของมนุษย์ว่า "ไม่มีใครทำถูกเสียทุกอย่าง" ซึ่งแน่นอนว่า คนธรรมดาๆ อย่างผมไม่มีทางจะทำถูกได้มากกว่าผู้เรืองนามเหล่านี้ แล้วผมจะไปยกตนข่มผู้อื่นชี้ผิดชี้ถูกได้อย่างไร

โดยส่วนตัวแล้ว ผมสำนึกได้สิ่งหนึ่งหลังจากอ่านจบบท ก็คือ "คนที่แสดงความรู้มากที่สุดในวงสนทนา มักเป็นคนที่โง่ที่สุดในวงนั้น เพราะอย่างน้อย เขาคนนั้นก็โง่พอที่จะเปลี่ยนมิตร ให้กลายเป็นศัตรูโดยไม่รู้ตัว"

14.40 น.
31 ม.ค.2555


Copyright © 2012 By Singhanat Rerng-Osot.
All right reserved.